วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

ชีวประวัติครู ทัศนีย์ ดุริยประณีต (ทัศนีย์ พิณพาทย์)

                                              



    ครูทัศนีย์  ดุริยประณีต 
     (ทัศนีย์  พิณพาทย์)
  ครูทัศนีย์ พิณพาทย์ (ครูหรั่ง) เกิดวันเดือนปีใดยังไม่สามารถสืบค้นได้ ท่านเกิดที่บ้านดุริยะประณีตหลังวัดสังเวชวิศยาราม เมื่อปีฉลูซึ่งตรงกับพ.ศ..๒๔๖๘ เป็นธิดาของครูศุขและครูแถม ดุริยประณีต ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีไทยและมีกิจการค้าขายขายเครื่องดนตรีไทย ฉะนั้นบิดามารดาตลอดจนพี่น้องของท่านทั้งหมด จึงเป็นนักร้องและนักดนตรีไทยที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงมากทุกคน
        สืบเนื่องจากอดีตครูแถมมารดาได้ตั้งความปรารถนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ว่า หากมีลูกชายขอให้เกิดมาเป็นนักดนตรี หากมีลูกสาวก็ขอให้เกิดมาเป็นนักร้อง ดังนั้นครูทัศนีย์จึงเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการขับร้องเพลงไทยที่เป็นเลิศดังคำอธิษฐานของมารดาทุกประการ เพราะเป็นผู้ที่มีน้ำเสียงไพเราะและมีรูปโฉมงดงาม ครูทัศนีย์ได้เรียนขับร้องเพลงไทยกับมารดาและพี่สาวคือครูสุดา เขียววิจิตรและครูแช่มช้อย ดุริยพันธุ์ จนสามารถขับร้องเพลงไทยออกงานไปกับวงดนตรีที่บ้านได้เมื่ออายุเพียง ๘ ขวบ นอกจากนี้ก็ได้ช่วยเหลือกิจการค้าขายเครื่องดนตรีไทยของครอบครัว และมีหน้าที่เป็นแม่บ้านหุงหาอาหาร ไว้ต้อนรับผู้ที่เข้ามาเข้าร่วมกิจกรรมทางดนตรีกับบ้านดุริยะประณีต
        จนกระทั่งถึงพ.ศ.๒๔๙๒ กรมโฆษณาการได้จัดให้มีการประกวดขับร้องเพลงไทยขึ้น โดยแบ่งให้ผู้เข้าประกวดทั้งชายและหญิง โดยมีเจ้าพระยารามราฆพ เป็นประธานกรรมการตัดสิน ในครั้งนั้นครูทัศนีย์พร้อมกับครูสุดจิตต์ ดุริยะประณีตได้เข้าร่วมการประกวดด้วย ซึ่งผลการประกวดในครั้งนั้นทำให้ครูทัศนีย์ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๒ ส่วนผู้ที่ชนะเลิศฝ่ายหญิงนั่นก็คืออาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน(ศิลปินแห่งชาติ)
ถัดมาพ.ศ. ๒๔๙๖ พลโท มล.ขาบ กุญชร อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ชักชวนให้ครูทัศนีย์มาสมัครเป็นข้าราชการที่วงดนตรีไทยกรมประชาสัมพันธ์ ตำแหน่งคีตศิลป์ไทย ครูทัศนีย์จึงเริ่มปฏิบัติหน้าที่ราชการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ได้สนองงานราชการต่าง ๆ ได้จนเป็นที่พอใจของผู้บังคับบัญชาและเป็นที่รักใคร่ของผู้ร่วมงาน
        ผลงานที่ครูทัศนีย์ได้สร้างไว้กับวงดนตรีไทยและสากลกรมประชาสัมพันธ์ก็คือ การบันทึกแผ่นเสียงเพลงเขมรไทรโยก ซึ่งเป็นแผ่นเสียงครั่งสปีด ๗๘ บันทึกเสียงไว้กับห้างแผ่นเสียงตราสุนัขหน้าสีแดง โดยขับร้องเพลงเขมรไทรโยกสามชั้นแบบไทยแท้ร่วมกับวงดนตรีสากลกรมประชาสัมพันธ์ไว้อย่างไพเราะ ปัจจุบันแผ่นเสียงชุดนี้เป็นสิ่งที่หายากและควรอนุรักษ์ไว้ นอกจากนี้ได้บันทึกเสียงไว้กับคณะดุริยประณีตไว้หลายเพลงคือเพลงเขมรไทรโยก เพลงลาวดำเนินทราย เพลงสร้อยสนเต็ม เพลงโล้และเพลงระบำดาวดึงส์
        ครูทัศนีย์เป็นผู้ที่มีผลงานการบันทึกเสียงไว้น้อยมาก นอกจากแผ่นเสียงดังกล่าวแล้ว ท่านได้บันทึกเสียงไว้กับโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ ซึ่งมจ.พูนศรี เกษมศรี เป็นผู้อำนวยการ โดยได้ขับร้องเพลงประกอบละคอนไว้มากมายอาทิ ตับพรหมาสตร์ ตับคนัง และเพลงเถาอีกหลายเพลง ซึ่งผลงานชุดนี้นับว่าเป็นการบันทึกเสียงที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น และไม่ปรากฏเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๔๙๘ ครูทัศนีย์ ดุริยะประณีตได้สมรสกับครูประสงค์ พิณพาทย์ (นักระนาดเอกไม้นวมและมโหรีที่มีชื่อเสียง) จนกระทั่งกลางพ.ศ.๒๕๐๐ จึงมีบุตรด้วยกัน ๑ คนคืออาจารย์ทัศนัย พิณพาทย์ ดุริยางคศิลปิน ๖ วงดนตรีไทยกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน
        ขณะที่ตั้งครรภ์อยู่นี้เองครูทัศนีย์ได้เริ่มป่วยด้วยโรคหัวใจ หลังจากที่ครูทัศนีย์ พิณพาทย์ ได้คลอดบุตรแล้วประมาณสามเดือน  ชื่อทัศนัย พิณพาทย์  ท่านก็ถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจวายด้วยอายุเพียง ๓๒ ปี ศพของท่านได้ทำการฌาปนกิจ ณ. เมรุวัดสังเวชวิศยาราม


                 ตัวอย่างเสียงของ ครูทัศนีย์  ดุริยประณีต (ทัศนีย์  พิณพาทย์)














วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

ชีวประวัติหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)


   หลวงประดิษฐ์ไพเราะ      

    (ศร ศิลปบรรเลง)



หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) (6 สิงหาคม พ.ศ. 2424 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2497) เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2424 เป็นบุตรของ นายสิน นางยิ้ม ศิลปบรรเลง บิดาของท่านคือครูสินเป็นเจ้าของวงปี่พาทย์ และเป็นศิษย์ของพระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร)
ในปี พ.ศ. 2443 ขณะเมื่ออายุ 19 ปี ท่านได้แสดงฝีมือเดี่ยวระนาดเอกถวายสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็นที่ต้องพระทัยมาก จึงทรงรับตัวเข้ามาไว้ที่วังบูรพาภิรมย์ ทำหน้าที่คนระนาดเอกประจำวงวังบูรพาไปด้วย พร้อมกับสมเด็จท่านได้ เชิญครูมาสอนที่วัง คือ พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เนื่องจากจางวางศร ได้รับพระกรุณาจากสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช เป็นอย่างมาก ทรงจัดหาครูที่มีฝีมือมาฝึกสอน ทำให้จางวางศรมีฝีมือกล้าแข็งขึ้นในสมัยนั้นไม่มีใครมีฝีมือเทียบเท่าได้เลย
จางวางศร ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นหลวงประดิษฐไพเราะ ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 ทั้งๆ ที่ท่านไม่เคยรับราชการอยู่ในกรมกองใดมาก่อน ทั้งนี้ก็เพราะฝีมือและความสามารถของท่าน เป็นที่ต้องพระหฤทัยนั่นเอง
ครั้นถึงปี พ.ศ. 2469 ท่านได้เข้ารับราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง กระทรวงวัง ท่านได้มีส่วนถวายการสอนดนตรีให้กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี รวมทั้งมีส่วนช่วยงานพระราชนิพนธ์เพลงสามเพลง คือ เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรละออองค์เถา และ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามชั้น
เพลงที่หลวงประดิษฐไพเราะ ได้แต่งเพลงไว้มากกว่าร้อยเพลง ดังนี้:
       เพลงโหมโรง   โหมโรงกระแตไต่ไม้ โหมโรงปฐมดุสิต โหมโรงศรทอง โหมโรงประชุมเทวราช โหมโรงบางขุนนท์ โหมโรงนางเยื้อง โหมโรงม้าสะบัดกีบ และโหมโรงบูเซ็นซ๊อค เป็นต้น
เพลงเถา กระต่ายชมเดือนเถา ขอมทองเถา เขมรเถา เขมรปากท่อเถา เขมรราชบุรีเถา แขกขาวเถา แขกสาหร่ายเถา แขกโอดเถา จีนลั่นถันเถา ชมแสงจันทร์เถา ครวญหาเถา เต่าเห่เถา นกเขาขแมร์เถา พราหมณ์ดีดน้ำเต้าเถา มุล่งเถา แมลงภู่ทองเถา ยวนเคล้าเถา ช้างกินใบไผ่เถา ระหกระเหินเถา ระส่ำระสายเถา ไส้พระจันทร์เถา ลาวเสี่งเทียนเถา แสนคำนึงเถา สาวเวียงเหนือเถา สาริกาเขมรเถา โอ้ลาวเถา ครุ่นคิดเถา กำสรวลสุรางค์เถา แขกไทรเถา สุรินทราหูเถา เขมรภูมิประสาทเถา แขไขดวงเถา พระอาทิตย์ชิงดวงเถา กราวรำเถา ฯลฯ


เพลง โหมโรงปฐมดุสิต

                หลวงประดิษฐไพเราะถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2497 รวมอายุ 73 ปี  ชีวประวัติของท่านเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องโหมโรง ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ. 2547 และได้รับการดัดแปลงซ้ำเป็นละครโทรทัศน์ซึ่งออกฉายทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อ พ.ศ. 2555


ภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง




วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

ประวัติดนตรีไทย

     ดนตรีไทย  เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของไทย ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศต่าง ๆ      เช่น อินเดีย, จีน, อินโดนีเซีย และอื่น ๆ เครื่องดนตรีมี 4 ประเภท ดีด สี ตี เป่า




ประวัติดนตรีไทย  ในสมัยกรุงสุโขทัย ดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่น วรรณคดี "ไตรภูมิพระร่วง" กล่าวถึงเครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แฉ่ง (ฉาบ) บัณเฑาะว์ พิณ ซอ ปี่ไฉน ระฆังกรับ และกังสดาล
สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก เพิ่มขลุ่ย และรำมะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) รำมะนา ขลุ่ย และกรับพวง
ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มจากรัชกาลที่ 1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย คู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้าพัฒนามาจากเปิงมางของมอญ พอในรัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่